Home > Thai Labor in the United Kingdom

กฎหมายแรงงานของสหราชอาณาจักร 
   
 
สัญญาการจ้างงาน
 
สิทธิในการทำสัญญาจ้างงานเป็นลาย
ลักษณ์อักษร
 
สิทธิขั้นต่ำของลูกจ้างตามกฎหมาย
สหราชอาณาจักร
 
การออกจากงาน
 
การปลดออกจากงานตามกฎหมาย
 
การบอกเลิกจ้าง
 
สิทธิที่จะได้รับแจ้งและรับเงิน
 
สิทธิที่จะขอรับทราบเหตุผลในการให้ออก
จากงานเป็นลายลักษณ์อักษร
 
การปลดออกจากงานที่ไม่ชอบด้วย
กฎหมาย
 
การปลดออกจากงานโดยไม่ยุติธรรม
 
รายชื่อองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้าน
กฎหมายในสหราชอาณาจักร
   
 
Printer Friendly Version
 


ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานของสหราชอาณาจักร 

1. สัญญาการจ้างงาน

เป็นความตกลงที่มีข้อผูกมัดตามกฎหมาย มีข้อความระบุว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำ สัญญามีข้อตกลงระหว่างกัน โดยมีผลตอบแทน ดังนั้น หากบุคคลใดที่ทำงาน โดยได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่เป็นการอาสาสมัครทำงาน และไม่ได้ว่าจ้างตัวเองทำงาน บุคคลนั้นมีฐานะเป็นลูกจ้าง และจะต้องมีสัญญาการจ้างงาน อย่างไรก็ดี สัญญาการจ้างงานอาจจะไม่เป็นลายลักษณ์อักษรและระบ ุอยู่ในเอกสารชุดเดียว

2. สิทธิในการทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร

เนื่องจากลูกจ้างจำเป็นต้องทราบถึงสิทธิพื้นฐานที่ได้รับจากการจ้างงาน อาทิ ระยะเวลาการจ้างงาน อัตราค่าจ้าง ซึ่งลูกจ้างทุกคนมีสิทธิที่จะรับแจ้งจากนายจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับระยะเวลาการจ้างงาน ( Terms) และเงื่อนไขของการจ้างงานภายในระยะเวลาสองเดือนนับตั้งแต่เริ่มทำงาน ซึ่งสัญญาฯจะระบุข้อมูล ดังนี้

2.1 ชื่อของลูกจ้างและนายจ้าง อาจเป็นชื่อบริษัทหรือชื่อของเจ้าของกิจการ
( กรณีเป็นธุรกิจขนาดเล็ก )

2.2 ที่อยู่ของนายจ้าง

2.3 วันที่ที่ เริ่ม การจ้างงานและเงื่อนไขเกี่ยวกับการจ้างงาน

2.4 กำหนดชำระเงินค่าจ้าง และความเป็นมาในการคำนวณค่าจ้าง

2.5 ชั่วโมงทำงานที่คาดหวัง รวมถึงชั่วโมงทำงานตามปกติ

2.6 รายละเอียดเกี่ยวกับวันหยุด รวมถึงวันหยุดราชการ ซึ่งลูกจ้างได้รับอนุญาตให้ลา หยุดงานโดยได้รับเงินค่าจ้าง

2.7 จำนวนวันหยุดในกรณีที่เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บที่ได้รับเงิน และแนวทาง ปฏิบัติของลูกจ้างในการขอรับเงินที่สืบเนื่องจากการเจ็บป่วย

2.8 ประเภทของเงินสงเคราะห์ที่บริษัทฯรับผิดชอบ

2.9 ตำแหน่งงานหรือรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่ได้รับว่าจ้างให้ทำงาน

2.10 สถานที่ทำงาน และสิทธิที่นายจ้างจะสามารถย้ายสถานที่ทำงานของลูกจ้าง

2.11 ระยะเวลาที่ลูกจ้างและนายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้า หากแต่ละฝ่ายประสงค์จะ บอกเลิกสัญญา

2.12 การสิ้นสุดของสัญญา

2.13 การจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และอื่นๆ

2.14 หากลูกจ้างต้องทำงานนอกสหราชอาณาจักรเป็นระยะเวลามากกว่า 1 เดือน ต้องมีการระบุรายละเอียดการจ้างงานเพิ่มเติม

2.15 กระบวนการดำเนินการของนายจ้างในกรณีประสงค์จะเอาโทษด้านกฎระเบียบกับลูกจ้าง

2.16 รายชื่อบุคคลที่ลูกจ้างควรหารือหากลูกจ้างมีความขัดข้องใจ

อนึ่ง รายละเอียดต่างๆ ข้างต้นบางข้อควรที่จะบรรจุอยู่ในคู่มือการปฏิบัติงานของลูกจ้างหรือกฎเกณฑ์ การทำงานของบริษัท

3. สิทธิขั้นต่ำของลูกจ้างตามกฎหมายสหราชอาณาจักร ได้แก่

3.1 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย

3.2 วันหยุดที่ได้รับเงินเป็นจำนวน 4 สัปดาห์ในแต่ละปี

3.3 ทำงานไม่มากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเฉลี่ยในช่วงเวลา ยกเว้นลูกจ้างตกลงจะทำงานมากกว่า

3.4 เป็นสมาชิกสภาแรงงาน (Trade Union)

3.5 หากปลดออกจากงานภายหลังทำงานไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว นายจ้างต้อง แจ้งล่วงหน้าพร้อมชำระเงินหนึ่งสัปดาห์ ทั้งนี้ นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างรับทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีการจ้างงาน แต่ไม่เกิน 12 สัปดาห์

3.6 การจ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรณีเจ็บป่วย

3.7 การลาของหญิงมีครรภ์ ลูกจ้างหญิงทุกคนมีสิทธิลาคลอดตามกฎหมายเป็นจำนวน 26 สัปดาห์ ทั้งนี้ ลูกจ้างหญิงที่ได้รับการว่าจ้างงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี จะสามารถลาคลอดเพิ่มเติมได้อีก 26 สัปดาห์

3.8 การลาทำหน้าที่บิดามารดา

3.9 การลากรณีฉุกเฉิน

อนึ่ง หากลูกจ้างไม่ได้รับทราบรายละเอียดของสัญญาตามเงื่อนไข หรือหากลูกจ้างคิดว่า ลูกจ้างไม่ได้รับเงินค่า จ้างในจำนวนที่หมาะสมหรือมีข้อกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขสัญญาและสิทธิ ลูกจ้างควรจะหารือกับตัวแทน สหภาพแรงงานที่ลูกจ้างเข้าร่วมเป็นสมาชิก หากไม่มีสหภาพแรงงานในสถานที่ทำงาน ลูกจ้างมีสิทธิที่ จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพใดสหภาพหนึ่ง หรือสามารถขอคำปรึกษาจากสำนักงานที่ปรึกษาประชาชน (Citizen Advice Bureau) นอกจากนี้ ในหลายเมืองมีศูนย์กฎหมาย ซึ่งเสนอให้คำปรึกษาทางด้าน กฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ลูกจ้างในหลายกรณี ซึ่งลูกจ้างอาจแจ้งขอรับบริการได้ สำหรับในกรณีที่ลูกจ้าง ต้องการทราบเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายเมื่อตั้งครรภ์ ลูกจ้างสามารถ ขอคำปรึกษาจาก The Maternity Alliance ได้

4. การออกจากงาน
ลูกจ้างอาจออกจากงานเนื่องจากมีสาเหตุ ดังนี้

4.1 ได้รับเลื่อนตำแหน่ง

4.2 ได้งานใหม่

4.3 ถูกปลดออกจากงาน

หากลูกจ้างตัดสินใจที่จะออกจากงาน ลูกจ้างต้องแจ้งให้นายจ้างรับทราบตามที่กำหนดไว้ใน

สัญญาการจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร โดยลูกจ้างอาจมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างที่จ่ายให้ในวันหยุดซึ่งยัง ไม่ได้ชำระด้วย

5. การปลดออกจากงานตามกฎหมาย หากลูกจ้างทำงานให้นายจ้างเป็นระยะเวลาหนึ่งปีหรือมากกว่า ลูกจ้างสามารถถูกปลดออกจากงานตามกฎหมายเนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้

5.1 การกระทำผิด
หากลูกจ้างละเมิดกฎข้อบังคับหรือกระทำผิดหรือมีเรื่องทะเลาะหรือถูกลงโทษเนื่องจาก
สาเหตุอื่นๆ ท้ายที่สุดจะได้รับแจ้งเตือนเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้น นายจ้างจึงจะ ปลดลูกจ้าง ออกจากงาน

5.2 คนล้นงาน
หากบริษัทของลูกจ้างปิดกิจการลงทั้งหมดหรือบางส่วน หรือลดปริมาณงาน หรือปรับปรุงวิธีการ ทำงาน งานที่ลดลงเนื่องจากเหตุผลข้างต้นเป็นสาเหตุของคนล้นงาน หากลูกจ้างถูกแจ้งให้ออกจาก งานเนื่องจาก คนล้นงาน นายจ้างต้องปรึกษากับลูกจ้าง หรือสหภาพการค้าที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกก่อนและต้องแน่ใจว่าลูกจ้างได้รับการแจ้งก่อนล่วงหน้า

5.3 ความสามารถ
หากลูกจ้างไม่ปฏิบัติหรือขาดคุณสมบัติที่ต้องการ ลูกจ้างอาจจะถูกปลดออกจากงาน

5.4 การเจ็บป่วย
สุขภาพอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานของลูกจ้างได้ ไม่ว่าลูกจ้างจะขาดงาน เป็นเวลาสั้นๆหลายๆครั้ง หรือลูกจ้างขาดงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

5.5 การจ้างงานผิดกฎหมาย ลูกจ้างอาจจะถูกปลดออกจากงานเนื่องจากลูกจ้างมีคุณสมบัติไม่สอดคล้องตาม
กฎหมายและหากนาย จ้างยังคงจ้างให้ลูกจ้างทำงานอยู่จะเป็นการละเมิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างได้รับการ ว่าจ้างเป็นพนักงานขับรถยนต์ ในขณะที่ถูกหมายสั่งห้ามขับขี่รถยนต์

5.6 เหตุผลอื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้บอกเลิกจ้าง
อาทิ กรณีลูกจ้างปฏิเสธที่จะยอมรับข้อ สัญญาหรือเงื่อนไขการจ้างงาน หรือกรณีนายจ้างบอกเลิกจ้างเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ดังนั้น หากลูกจ้างถูกปลดออก จากงานโดยปราศจากเหตุผลข้างต้น การปลดออกจากงานถือได้ว่าเป็นการ กระทำที่ไม่ยุติธรรม และหากลูกจ้างทำงานให้นายจ้างเป็นเวลาหนึ่งปี ลูกจ้างมีสิทธิที่ จะสอบถามถึงเหตุผลในการให้ลูกจ้างออกจากงานเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายจ้าง ซึ่งนายจ้างควรต้องตอบ โดยให้เหตุผลที่ชัดเจนภายใน 14 วัน หากนายจ้างไม่ตอบ ลูกจ้างสามารถร้องขอต่อศาลยุติธรรม เกี่ยวกับการจ้างงานให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2 สัปดาห์

5.7 การพิจารณาเกี่ยวกับวินัย
หากลูกจ้างถูกกล่าวหาว่าละเมิดวินัยในการทำงาน ลูกจ้างมีสิทธิที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้

5.7.1 การพิจารณาแต่งตั้งผู้แทนก่อนที่จะมีการแจ้งเตือนหรือก่อนที่จะ ถูกให้ออกจากงาน

5.7.2 ได้รับแจ้งให้ไปร่วมฟังการพิจารณาโดยเพื่อนร่วมงานหรือตัวแทน จากสหภาพ แรงงานสำหรับการ พิจารณาเกี่ยวกับวินัย โดยนายจ้างควรแน่ ใจว่าลูกจ้างได้รับแจ้งว่าจะมีการ พิจารณา

5.7.3 ได้รับแจ้งล่วงหน้าว่าจะมีการประชุม นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้าง ทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 2 – 3 วันเป็นอย่างน้อย และหากเป็น เรื่องสำคัญ นายจ้างควรแจ้งให้ลูกจ้างทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

5.7.4 ได้รับแจ้งว่า ลูกจ้างละเมิดเรื่องอะไร
อนึ่ง หากนายจ้างไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ลูกจ้างสามารถร้อง เรียนนายจ้างได้ อาทิ หากลูกจ้างถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดในที่ทำงาน ลูกจ้างควรมีเวลาในการพิจารณา ว่าได้กระทำอะไรสาเหตุหรือเหตุผล ที่นายจ้างคิดว่าเป็นความผิด หรือเป็นความผิด ที่ลูกจ้างเกี่ยวข้องด้วย นายจ้าง ควรที่จะแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงปัญหาโดยการพูดคุยโดยตรง หรือกระทำผ่านจดหมาย ยกตัวอย่างเช่น หากลูกจ้างได้มา ทำงานสาย หลายครั้ง ลูกจ้างอาจจะต้องการอธิบายถึงปัญหาในครอบครัว ปัญหาการหยุดงานของพนักงานขับรถประจำทาง หรืออุบัติเหตุระหว่าง การเดินทางมาทำงาน หรือหากมีขโมยในสถานที่ทำงาน ลูกจ้างอาจต้อง การทราบว่า มีเพื่อนร่วมงานเป็นใครบ้าง และต้องทำงานในวันใด

5.7.5 สิทธิในการได้รับแจ้งเกี่ยวกับหลักฐาน หากนายจ้างมีหลักฐาน อาทิ ใบบันทึกเวลาแสดงว่าลูกจ้างได้ทำงานสาย หรือมีโทรทัศน์วงจรปิดที่บันทึกภาพเหตุการณ์ แสดงว่าลูกจ้างมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย ลูกจ้างต้องได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบ เพื่อที่ว่าลูกจ้างจะสามารถแจ้งให้ทราบถึงความผิดพลาดและแก้ต่างได้

5.7.6 สิทธิในการมีผู้ติดตามไปรับฟังการพิจารณา นายจ้างไม่สามารถห้ามลูก จ้างจากการนำผู้ติดตามไปยังสถานที่ประชุมเพื่อที่จะจดบันทึก แต่นายจ้างสามารถจำกัด ให้ผู้ติดตามเป็นตัวแทนจากสหภาพแรงงานหรือเพื่อนร่วมงานเท่านั้น ในบางบริษัทผู้ติดตามอาจได้รับอนุญาตให้เป็นผู้แทนและพูดแทนลูกจ้างได้ อย่างไรก็ดี นายจ้างไม่จำเป็นต้องอนุญาต นอกจากนี้ ลูกจ้างสามารถสอบถามถึงหลักฐานหรือไต่ถาม พยานซึ่งนายจ้างนำมาด้วย

6. การบอกเลิกจ้าง
หากนายจ้างไล่ลูกจ้างออกจากงาน ลูกจ้างอาจมีสิทธิที่จะร้องเรียนไปยังศาลยุติธรรมเพื่อเรียกร้องค่าจ้าง และเงินที่ต้องจ่ายสำหรับวันหยุด

7. สิทธิที่จะได้รับแจ้งและรับเงิน

7.1 หากลูกจ้างได้ทำงานให้นายจ้างน้อยกว่าหนึ่งเดือน นายจ้างไม่จำเป็นที่ต้องแจ้ง ลูกจ้างและลูกจ้างอาจจะไม่มีสิทธิที่จะได้รับแจ้งหรือได้รับเงินตอบแทนจาก การแจ้งยกเลิกการจ้างหากสัญญาจ้างของลูกจ้างไม่ระบุไว้ แต่หลังจากจ้างงานเกิน หนึ่งเดือนไปแล้ว นายจ้าง จะต้องแจ้งให้ ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก่อน ที่ลูกจ้างจะถูกบอกเลิกสัญญา ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมาย สัญญาจ้างงานอาจกำหนดให้นาย จ้างต้องแจ้งลูกจ้างล่วง หน้านานขึ้น

7.2 หากลูกจ้างถูกบอกเลิกสัญญาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งเรียกว่า Pay in lieu of notice

7.3 หากลูกจ้างได้ทำงานให้กับนายจ้างคนเดียวกันเป็นระยะเวลาหลายปี ลูกจ้างอาจมีสิทธิที่จะได้รับแจ้งเป็นระยะเวลานานกว่า ทั้งนี้ กฎหมายระบุว่า ลูกจ้างมีสิทธิที่จะรับแจ้งหนึ่งสัปดาห์จนถึง 12 สัปดาห์ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 6 ปี ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับแจ้ง 6 สัปดาห์ล่วงหน้า แต่หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 20 ปี ระยะเวลาสูงสุดที่ลูกจ้างจะได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่เกิน 12 สัปดาห์

7.4 หากนายจ้างบอกเลิกจ้างเนื่องจากได้กระทำผิด ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับแจ้งหรือได้รับเงินที่เรียกว่า Pay in lieu of notice ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นและลูกจ้างเชื่อว่าตัวเองบริสุทธิ์ ลูกจ้างควรขอรับความช่วยเหลือจากสหภาพแรงงานหรือจากหน่วยงานที่ให้คำปรึกษา

8. สิทธิที่จะขอรับทราบเหตุผลในการให้ออกจากงานเป็นลายลักษณ์อักษร หากลูกจ้างได้รับว่าจ้างให้ทำงานในบริษัทเดียวกันเป็นระยะเวลาหนึ่งปีหรือมากกว่านั้น แต่ถูกให้ออกจากงาน ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับทราบถึงสาเหตุเป็นลายลักษณ์อักษร

9. การปลดออกจากงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในบางครั้งนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกระบวนการว่าจ้างซึ่งผูกพันโดยสัญญา ทั้งนี้ ในกรณีการปลดออกจากงานที่ลูกจ้างมีความเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลูกจ้างอาจจะฟ้องร้องไปยังศาล โดยอาจติดต่อขอความช่วยเหลือจาก Citizens Advice Bureau ได้

10 การปลดออกจากงานโดยไม่ยุติธรรม หากลูกจ้างได้รับการว่าจ้างให้ทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งปีโดยนายจ้างคนเดียวกัน ลูกจ้างมีสิทธิที่จะไม่ถูกปลดออกจากงานโดยขาดความยุติธรรม โดยดำเนินการฟ้องร้องได้

11. รายชื่อองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายในสหราชอาณาจักร

11.1 Arbitration and Conciliation Service (ACAS)

Brandon House,

180 Borough High Street,

London SE1 1LW.

www.acas.org.uk

National ACAS helpline: 08457 47 47 47

11.2 British Safety Council

70 Chancellors Road,

London W6 9RS.

Tel: 020 8741 1231

Fax: 020 8741 4555

www.britishsafetycouncil.org

11.3 Department of Trade and Industry

DTI Enquiry Unit,

1 Victoria Street,

London SW1H 0ET.

Tel: 020 7215 5000

dti.enquiries@dti.gsi.gov.uk

www.dti.gov.uk

11.4 Employment Appeal Tribunal

Audit House,

58 Victoria Embankment,

London EC4Y 0DS.

Tel. 020 7273 1040

Enquiries line: 020 7273 1041

Fax: 020 7273 1045

www.employmentappeals.gov.uk

11.5 Employment Solicitors online

www.employment-solicitors.co.uk

11.6 Equal Opportunities Commission

Arndale House,

Arndale Centre,

Manchester M4 3EQ.

Tel: 0845 601 5901

Fax: 0161 838 1733

Info @eoc.org.uk

www.eoc.org.uk

11.7 Maternity Alliance

3 rd Floor West,

2-6 Northburgh Street,

London EC1V 0AY.

Tel: 020 7588 8583

Information line: 020 7490 7638

Fax: 020 7014 1350

Info @maternityalliance.org.uk

www.maternityalliance.org.uk

11.8 National Association of Citizens Advice Bureau (NACAB)

Myddelton House,

115-123 Pentonville Road,

London N1 9LZ.

www.nacab.org.uk

Adviceguide: the National Asssociation of Citizens Advice Bureau offers fact

sheets covering issues such as employment, housing and taxation

www.adviceguide.org.uk

11.9 Trade Union Congress (TUC)

Congress House,

Great Russel Street,

London WC1B 3LS.

Tel: 020 7636 4030

info@tuc.org.uk

www.tuc.org.uk

* * * * * * ** *

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน

16 มีนาคม 2550

BIBLIOGRAPHY

Mansfield, Michael . The Home Lawyer: A Family Guide to Lawyers and the Law, London: Atlantic Books, 2003.