1. ในปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตฯได้เริ่มออกหนังสือเดินทาง
E-Passport ซึ่งจะมีอายุใช้งาน 5 ปี โดยคนไทยที่พำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรและประเทศไอร์แลนด์ที่ประสงค์จะขอหนังสือเดินทางสามารถ
ติดต่อยื่นขอหนังสือเดินทางด้วยตนเองที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ทั้งนี้ ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ
จะบันทึกข้อมูลโครงหน้า ลายพิมพ์นิ้วมือ โดยผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาและราชการต้องชำระค่าธรรมเนียมคนละ
25 ปอนด์ ซึ่งผู้ถือหนังสือเดินทางราชการเบิกจ่ายค่าธรรมเนียมคืนจากต้นสังกัด
สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตฯ ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ คนไทยในสหราชอาณาจักรและประเทศไอร์แลนด์สามารถโทรศัพท์ติดต่อ
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน เพื่อนัดหมายวันเวลาที่จะเดินทางไปทำหนังสือเดินทาง
E-Passport ได้ที่หมายเลข 0207-589-2944 ต่อ 5503-5507 กดเบอร์ภายในฝ่ายกงสุล
งานหนังสือเดินทาง ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น .
หมายเหตุ ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยแบบเดิม ยังใช้หนังสือเดินทางฉบับเดิมได้อยู่ จนกว่าหนังสือเดินทางเล่มเดิมมีอายุไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ จึงจำเป็นต้องขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ซึ่งใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 6-8 สัปดาห์
2. กรณีคนไทยที่เดินทางไปสหราชอาณาจักร และหนังสือเดินทางสูญหายหรือหมดอายุในสหราชอาณาจักรและมีความจำเป็นเร่งด่วน
ไม่อาจรอการออกหนังสือเดินทาง E-Passport ซึ่งต้องส่งไปผลิตเล่มที่กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพฯ ได้ และมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องเดินทางไปต่างประเทศ คนไทย ดังกล่าวสามารถยื่นเรื่องขอทำหนังสือเดินทางชั่วคราว อายุ 1 ปีกับสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ ซึ่งใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5 วันทำการ ค่าธรรมเนียม 10 ปอนด์ ( ดูรายละเอียดในส่วนของหนังสือเดินทาง )
3. กรณีคนไทยที่เดินทางไปสหราชอาณาจักร และหนังสือเดินทางสูญหายหรือหมดอายุในสหราชอาณาจักรและมีความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร่งด่วน สามารถยื่นขอหนังสือสำคัญประจำตัว (Certificate of Identity C.I) ซึ่งมีอายุใช้งานได้เพียงแค่ 7 วัน ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5 วันทำการ ค่าธรรมเนียม 10 ปอนด์ ( ดูรายละเอียดในส่วนของหนังสือเดินทาง )
4. กรณีคนไทยใน ประเทศไอร์แลนด์หนังสือเดินทางสูญหาย และประสงค์จะยื่นขอหนังสือเดินทาง เล่มใหม่กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สามารถยื่นขอหนังสือเดินทางชั่วคราว อายุ 1 ปี ทางไปรษณีย์ เพื่อใช้หนังสือเดินทางชั่วคราวข้างต้นเดินทางไปยื่นเรื่องขอทำหนังสือเดินทาง เล่มใหม่ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ( ดูรายละเอียดในส่วนของหนังสือเดินทาง )
5. คนไทยที่ถือ 2 สัญชาติ มีหนังสือเดินทาง 2 เล่ม คือ หนังสือเดินทางไทย กับหนังสือเดินทาง ต่างชาติ เมื่อเดินทางเข้าและออก จากสหราชอาณาจักรให้ใช้หนังสือเดินทางของสหราชอาณาจักร หรือเมื่อเดินทางเข้าและออกจากประเทศไอร์แลนด์ให้ใช้หนังสือเดินทางของไอร์แลนด์ และเมื่อเดินทางเข้าและออกประเทศไทยก็ให้ใช้หนังสือเดินทางไทยได้ ทั้งนี้ เพื่อที่จะสามารถอยู่อาศัยในประเทศไทยได้ไม่จำกัดระยะเวลา
6. ในกรณีที่คนไทยที่ถือสองสัญชาติเดินทางเข้า - ออก ประเทศไทย และประสงค์จะขอให้เจ้าหน้าที่ ตรวจคนเข้าเมืองของไทย ตรวจลงตราในหนังสือเดินทางทั้งสองเล่ม ก็สามารถกระทำได้ อย่างไรก็ดี หากประสงค์จะพำนักในประเทศไทยเกินกว่า 30 วัน จะไม่สามารถกระทำได้ เพราะวีซ่าในหนังสือเดินทางต่างชาติจะกำหนดให้ชาติในยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่ รวมทั้ง สหราชอาณาจักรและประเทศไอร์แลนด์เดินทาง มาท่องเที่ยวประเทศไทยโดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตราเข้าประเทศไทยได้ไม่เกิน 30 วัน มิฉะนั้น จะถูกปรับตามกฎหมาย
7. หญิงไทยที่สมรสกับชาวต่างชาติหรือสมรสตามกฎหมายต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติขัดกันแห่งกฎหมายของไทย ยอมรับการสมรสข้างต้น ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทยอีก และหญิงไทยจะสามารถเปลี่ยนชื่อสกุลตามสามีต่างชาติได้ โดยสามารถทำหนังสือมอบอำนาจที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ให้ญาติที่ประเทศไทยดำเนินการให้ได้ หรือหากหญิงไทยเดินทางกลับประเทศไทย ก็สามารถแก้ รายการทะเบียนราษฎร์ อาทิ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้านด้วยตนเอง
8 . หญิงไทยที่มีบุตรกับสามีชาวต่างชาติ ไม่ว่าจดทะเบียนสมรสหรือไม่ก็ตาม ลูกจะได้สัญชาติไทยตามมารดา
9. ชายไทยที่สมรสกับชาวต่างชาติ ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศ
ลูกถึงจะได้สัญชาติไทย
10. ในปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่อนุญาติให้มีการจดทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกัน
11. ชายและหญิงอายุ 17 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปสามารถจดทะเบียนสมรสได้ หากตั้งครรภ์ก่อนอายุครบ
ต้องให้บิดามารดาทั้งสองฝ่ายยินยอม จึงจะสามารถจดทะเบียนสมรสได้
12. หญิงที่สามีตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่น จะทำการสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่ ได้คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น หรือสมรสกับคู่สมรสเดิม หรือมีใบรับรองแพทย์รับรองว่า มิได้ตั้งครรภ์หรือมีคำสั่งศาลให้สมรสได้
13. กรณีจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติตามกฎหมายต่างชาติ จะมาจดทะเบียนหย่าตามกฎหมายไทยไม่ได้
14 การจดทะเบียนสมรสหรือหย่าในต่างประเทศ คู่สมรสหรือคู่หย่าต้องปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่สถานทูต และต้องลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียน และพยานสองคน
15 การจดทะเบียนหย่าต่างสำนักกระทำได้ โดยชายและหญิงต้องมีสัญญาหย่า ว่า จะชายจะจดทะเบียนหย่าที่ใด หญิงจะจดทะเบียนหย่าที่ใด และแบ่งทรัพย์สินและการดูแลบุตร
16 การหย่าตามกฎหมายต่างประเทศ สามารถนำคำพิพากษาศาลต่างประเทศมาประกอบการบันทึกสถานะครอบครัวที่อำเภอได้ โดยต้องให้หน่วยงานรับรองเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศในประเทศ นั้น รับรอง จากนั้น แปลเป็นภาษาไทย และให้สถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศรับรองคำแปล อีกครั้งหนึ่ง
17 เด็กไทยอายุ 17 ปี ต้องยื่นคำร้องต่อสัสดีขอรับ สด .9 หรือขอขึ้นทะเบียนทหาร โดยเมื่ออายุครบ 18 ปีให้ไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกิน และเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ก็จะมีใบเกณฑ์ทหารมาที่บ้าน ก็ให้เด็กไทยขอผ่อนผัน โดยสามารถติดต่อขอให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ออกหนังสือรับรองสถานะว่า กำลังศึกษาอยู่ที่สหราชอาณาจักรหรือประเทศไอร์แลนด์ ค่าธรรมเนียมฉบับละ 10 ปอนด์ โดยให้ยื่นหนังสือรับรองจากสถาบันการศึกษา และสำเนาหนังสือเดินทาง
18 ในปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตฯ ให้บริการรับรองเอกสารภาษาอังกฤษที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรได้ และเอกสารภาษาไทย อาทิ รับรองหนังสือเดินทาง รับรองตัวอย่างลายมือชื่อได้ ค่าธรรมเนียมฉบับละ 10 ปอนด์
19. หญิงไทยที่จดทะเบียนสมรสและได้เปลี่ยนนามสกุลตามสามีไปแล้ว หากประสงค์จะขอใช้นามสกุลเดิม กระทำได้ โดยหากเป็นหนังสือเดินทางแบบเดิม ขอให้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน แต่หากเป็นหนังสือเดินทาง E-Passport การขอเปลี่ยนนามสกุลในหนังสือเดินทาง ไม่สามารถกระทำได้
20. ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย คนไทยเกิดนอกราชอาณาจักร หากมีหนังสือเดินทาง มีสูติบัตร ทางอำเภอจะแจ้งเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านให้ได้
21. คนไทยเกิดก่อนปี 2535 หากบิดาเป็นคนไทย มารดาเป็นคนต่างชาติ หากประสงค์จะขอสูติบัตร ให้บิดาและมาดาจดทะเบียนตามกฎหมายไทย จากนั้น จึงจะขอสูติบัตรหรือสัญชาติไทยให้ลูกได้ โดยจะ บันทึกว่า เกิดก่อนปี 2535
22. สถานเอกอัครราชทูตฯ ไม่สามารถออกหนังสือรับรองความเป็นโสดได้
23. สถานเอกอัครราชทูตฯ สามารถออกสูติบัตรให้แก่คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ถูกกฎหมายต่างประเทศได้
24. บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกัน ให้ลูกใช้ชื่อสกุลบิดาได้ แต่หากบิดาและมารดายินยอม เด็กจะใช้นามสกุลมารดาแทนก็ได้ โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ จะสอบปากคำและบันทึกไว้
25. หากบิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส ให้ลูกใช้นามสกุลมารดา หากจะใช้นามสกุลบิดา มารดาต้องให้ความยินยอมก่อน หากใบเกิดท้องถิ่นของลูกใช้นามสกุลบิดา ให้สอบปากคำมารดาว่า ยินยอมให้ลูกใช้นามสกุลบิดาหรือไม่ หากยินยอมให้ออกสูติบัตรตามนั้น
26 เมื่อสถานทูตจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมแล้ว หากจะเปลี่ยนชื่อสกุลในหนังสือเดินทางบุตร บุญธรรม ต้องให้สำนักทะเบียนในไทยแก้ไขนามสกุลของบุตร บุญธรรมในทะเบียนบ้านก่อน หลังจากนั้น จึงแก้ไขชื่อสกุลในหนังสือเดินทาง
27. คนต่างชาติไม่สามารถถือกรรมสิทธิที่ดินในประเทศไทยได้ ยกเว้น ได้กรรมสิทธิในที่ดินในฐานะทายาทโดยชอบธรรม และต้องไม่เกิน จำนวนที่กฎหมายกำหนด คือเพื่ออาศัย ต้องไม่เกิน 1 ไร่ / ครอบครัว เพื่อการพาณิชยกรรมต้องไม่เกิน 1 ไร่ เพื่อการอุตสาหกรรมต้องไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อการเกษตร ต้องไม่เกิน 10 ไร่ / ครอบครัว เพื่อการศาสนา ต้องไม่เกิน 1 ไร่ เพื่อการกุศลและสาธารณะต้องไม่เกิน 5 ไร่
28. นับตั้งแต่ปี 2542 คนต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนในไทยไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท สามารถมีกรรมสิทธิในที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยได้ไม่เกิน 1 ไร่ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากยังมีปัญหาในรายละเอียดของข้อกฎหมายสำหรับการบังคับใช้
29. คนไทยที่สมรสกับคนต่างชาติจะสามารถถือกรรมสิทธิในที่ดินหรือห้องชุดได้ หากว่าการซื้อที่ดินหรือห้องชุดนั้น เป็นการจัดซื้อเพื่อให้เป็นสินส่วนตัวของตนเอง แต่ทั้งนี้คนไทยผู้ขอซื้อ และคู่สมรสที่เป็นชาวต่างชาติจะต้องมีหนังสือยืนยันว่า เงินที่นำมาซื้อนั้น เป็นสินส่วนตัวของคนไทยผู้ขอซื้อ ไม่ใช่เป็นสินสมรส ทั้งนี้ ไม่ว่าบุคคลทั้งสองจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม โดยติดต่อขอทำหนังสือรับรอง ได้ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน
30. คนไทยสมรสกับคนต่างชาติถือว่าได้แปลงชาติ แต่จะเสียสัญชาติเมื่อได้ยื่นเรื่องขอสละสัญชาติและอาศัยอำนาจของกระทรวงมหาดไทย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเท่านั้น ดังนั้น คนไทยที่ได้สมรสกับคนต่างชาติ แต่มิได้ยื่นขอสละสัญชาติ ถือว่า ยังเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์
31. การจดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินที่มีก่อนสมรสต้องทำบันทึกไว้ หากไม่บันทึกไว้ก่อนจดทะเบียนสมรสแล้ว ทรัพย์สินนั้น จะกลายเป็นสินสมรส และกรณีสามีภรรยามีสัญชาติแตกต่างกัน ทรัพย์สินของภรรยาให้บังคับตามกฎหมายของสัญชาติสามี ยกเว้น อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่บ้านและ ที่ดิน โดยหากมีข้อพิพาทให้ถือหลักของที่ตั้งของทรัพย์สินเป็นหลัก อาทิ กรณี หญิงไทยมีที่ดินทีประเทศไทยมีข้อพิพาทกับสามีต่างชาติ ต้องใช้กฎหมายของ ประเทศไทยบังคับ และหากสิ้นสุดการสมรสด้วยการตายหรือหย่า ตามกฎหมายไทยระบุว่า ทรัพย์สินต้องแบ่งคนละครึ่งเสมอ ที่เหลืออีก ครึ่งหนึ่ง ต้องแบ่งตามพินัยกรรม หรือแบ่งให้ทายาทโดยธรรม อาทิ บิดา มารดา คู่สมรส บุตร ผู้สืบสันดาน
32. กรณีหญิงไทยมีสามีเป็นคนต่างชาติได้ซื้อที่ดินในประเทศไทย ต่อมาหากหญิงไทยถึงแก่กรรม ที่ดินที่ซื้อหลังจากจดทะเบียนสมรสเป็นสินสมรส ต้องแบ่งครึ่ง ชายได้ครึ่งหนึ่ง เมื่อชายต่างชาติได้ที่ดินต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ดินของไทยในเรื่องการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ คือ คนต่างชาติไม่มีสิทธิถือครองที่ดินในประเทศไทย ดังนั้น คนต่างชาติต้องนำที่ดินไปจำหน่าย และนำเฉพาะรายได้ที่ได้รับกลับประเทศ
33. กรณีอยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภรรยา หากมีทรัพย์ สินเกิดขึ้น ตามกฎหมายไทยถือว่า คนอยู่กินฉันท์สามีภรรยาถือว่าเป็นหุ้นส่วนกันตามกฎหมาย โดยต้องพิสูจน์ว่าอยู่กินด้วยกันจริง อาทิ มีบุตรด้วยกัน ดังนั้น หากแยกทางกันก็ให้แบ่งครึ่งทรัพย์สิน
34. การใช้ชื่อสกุลของหญิงหลังสมรส ตามกฎหมายไทยในอดีตให้หญิงมีสามีใช้ชื่อสกุลตามสามี แต่ในปัจจุบันกฎหมายให้สิทธิหญิงเลือกใช้สกุลสามีหรือสกุลตัวเองได้ กรณีหย่า ให้หญิงที่เคยใช้สกุลสามี กลับไปใช้นามสกุลเดิม สำหรับหญิงม่าย ให้เลือกว่าจะใช้สกุลสามีหรือสกุลเดิมของตนก็ได้ สำหรับบุตรให้ใช้สกุลของบิดา